Broderie perse
แอพพลิเครูปทรงเก่าแก่อันหนึ่งที่พบในงานควิลต์เรียกว่า Broderie perse หรือ Persian Embroidery ในเทคนิคนี้ใช้วิธีตัดโมทีฟจากลวดลายที่พิมพ์ไว้บนผ้า แล้วนำมาเย็บติดบนผ้าแบ็คกราวนด์ผืนใหม่  แต่เดิมนิยมใช้ผ้า Chintz คุณภาพดีจากอินเดีย เพราะลายพิมพ์ตัดออกมาใช้ได้ง่าย การติดโมทีฟไปบนผ้าผืนใหม่ทำได้หลายวิธี เช่นการใช้ลายปัก อย่าง ลายปักริมผ้าห่ม (Blanket Stitch) ลายปักรังดุม (Button Stitch) หรือใช้วิธีพับริมผ้าไว้ด้านในโมทีฟแล้วสอยติดโดยไม่เห็นฝีเข็ม (Needle turned) การจัดวางโมทีฟก็จะผูกลายให้แตกต่างจากลายที่พิมพ์ไว้บนผ้า เรียกว่าเป็นการออกแบบลายใหม่ก็คงได้

บางตำรากล่าวว่าชื่อ Broderie perse เพิ่งมาใช้เมื่อราวกลางศตวรรษที่ 19 ตามที่ Mary Gostelow (นักเขียน/นักปักผ้าที่มีชื่อเสียง) เรียก แต่เดิมใช้ชื่อ Chintz Applique งานสไตล์นี้เริ่มออกโชว์ในงาน Great Exhibition ปีค.ศ.1851 ที่จัดขึ้นใน Crystal Palace ในลอนดอน แต่วิธีทำนั้นแพร่หลายกันมาก่อนหน้านี้แล้วในยุโรป

Quilter: Davis Johanna c.1845-1853 University of Louisville Archives and Records Center.

ผ้าฝ้ายพิมพ์ลาย หรือ Chintz ที่ใช้ทำงาน เป็นผ้าฝ้ายทอจากเมือง Palanpur ในรัฐคุจราฐ อินเดีย เรียกว่า Palampores ที่นำมาพิมพ์ลวดลายหลากสี เป็นรูปต้นไม้เมืองร้อน ดอกไม้และนก ส่งมาขายในอังกฤษตั้งแต่ศตวรรษที่ 16

ที่มาของชื่อผ้า chintz มีมากมาย เท่าที่ค้นได้พบว่า ในภาษาเปอร์เซียเรียก Chit ภาษาฮินดูเรียก Shit หรือ Chitta อังกฤษเรียก Chintz แปลว่า จุดหรือดวงหลากสี ไทยเราเรียก ผ้าฉีก หมายถึงผ้าฝ้ายทอดอกหลายสี ผิวหน้ามัน กล่าวกันว่า เป็นผ้าพิมพ์ที่ผลิตเป็นครั้งแรกในโลก

เมื่องาน Broderie perse ได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้ผลิตจึงเริ่มผลิตผ้าพิมพ์ลายเพื่อใช้ในงานนี้โดยเฉพาะ ทำให้ตัดผ้าออกมาใช้ได้สะดวกขึ้น

เรื่องราวของงานแบบ Broderie perse นั้นมีหลายกระแส หากสนใจหาอ่านได้ใน http://www.womenfolk.com/quilting_history/broderieperse.htm

งานควิลต์ที่ใช้เทคนิคการตัดกระดาษแบบเยอรมัน ภาพจาก The quilter’s Resource book

Hawaiian applique
เป็นชื่อเรียกทั่วไปของงานแอพพลิเคประยุกต์ ที่มีวิธีทำค่อนข้างซับซ้อน เป็นงานที่กลุ่มมิชชันนารีในศตวรรษที่ 19 สอนให้กับสตรีในหมู่เกาะแถบทะเลใต้ South Sea ซึ่งรวมถึงหมู่เกาะฮาวาย หมู่เกาะ cook และตาฮิติ

แพตเทิร์นของการทำงานมีแบบอย่างมาจากงานตัดกระดาษ (Scherenshnitte) ที่นิยมทำกันมากในเยอรมัน ราวปลายศตวรรษที่ 18 เป็นเทคนิคที่ใช้วิธีพับครึ่งกระดาษรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและพับครึ่งอีกครั้ง จากนั้นจึงพับตามแนวทะแยงเพื่อให้ได้พับของกระดาษรูปสามเหลี่ยม จากนั้นก็ตัดกระดาษ เมื่อคลี่กระดาษออกมาก็จะได้กระดาษรูปคล้ายเกล็ดหิมะที่เหมือนกันสี่มุม

ในการทำงานควิลต์ แพตเทิร์นจะมีขนาดใหญ่และตัดด้วยผ้าชิ้นเดียว จากนั้นจึงนำไปติดบนผ้าแบ็คกราวนด์ด้วยวิธีพับริมแล้วสอย (Needle Turned)  งานควิลต์แบบ Scherenshnitte จะใช้ผ้าสีพื้นสองสี ในงานควิลต์ฮาวายแบบดั้งเดิมก็มีลักษณะเหมือนกัน

จุดที่เป็นความภาคภูมิใจของงานควิลต์ฮาวายอยู่ที่การออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ของผู้ทำ ดีไซน์มักใช้รูปทรงธรรมชาติและดูทันสมัย แพตเทิร์นส่วนใหญ่ซับซ้อนไปด้วยรูปทรงโค้งและมุมแหลม มุมป้าน ฯลฯ จำนวนมากที่ต้องใช้ทักษะการเย็บอย่างเหมาะสม

งานควิลต์แบบฮาวายเอี้ยนรุ่นเก่า ในภาพเป็นผลสาเก ภาพจาก The Quilter’s Resource book

ในการควิลต์ชิ้นงานมักทำแบบที่เรียกว่า Echo-quilted คือเป็นเส้นเลียนแบบรูปทรงของแพตเทิร์นที่ควิลต์เป็นวงออกไปจนเต็มผืนผ้าแบ็คกราวนด์ แสดงถึงลักษณะของคลื่นที่กระทบฝั่ง อิทธิพลจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะแก่งต่างๆ งานควิลต์จากตาฮิติโดยทั่วไปแทบจะไม่ควิลต์ ใช้วิธีเย็บขอบผ้าและใช้เหมือนกับผ้าคลุมเตียง

ปัจจุบันควิลเตอร์รุ่นใหม่ได้ประยุกต์เทคนิคการทำงานเป็นดีไซน์ใหม่ๆ มากมายแต่ก็ยังคงฟีลลิ่งแบบดั้งเดิมไว้ แม้จะใช้ผ้าที่หลากหลายมากขึ้น คือไม่ได้ใช้เฉพาะแค่ผ้าสีพื้นเท่านั้น

Advertisements