เมื่อคนส่วนใหญ่คิดถึง  Crazy Quilt ก็มักนึกถึงสตรีในสังคมชั้นสูงตอนปลายยุควิคตรอเรียนที่กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ท่ามกลางกองผ้าไหมและกำมะหยี่ที่งดงาม ภาพนี้เป็นความจริงเพียงบางส่วน  ที่จริงแล้ว Crazy Quilt ทำกันในบ้านทั้งที่อยู่ในเมืองและหัวเมืองในชนบทที่กระจายตัวอยู่สองฟากฝั่งแอตแลนติก (ฝั่งอังกฤษและอเมริกา) มีรูปแบบที่ดูหรูหรา ฟุ่มเฟือย รากฐานของเทคนิคการทำงานสามารถย้อนกลับไปได้ไกล แต่ตรรกะของการทำบอกเราในเรื่องที่นักประวัติศาสตร์เชื่อคือ การใช้เศษผ้ารูปทรงต่างๆ ต่อออกจากผ้าชิ้นแรก หรือที่เรียกว่า Random ซึ่งนั่นก็สันนิษฐานจากหลักฐานที่พบเพียงเล็กน้อย จนกระทั่งพบหลักฐานของชิ้นงานที่เย็บแบบหยาบๆ และมีแนวโน้มว่าใช้งานหนัก

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เสื้อผ้าสตรีจำนวนมากนิยมตัดด้วยผ้าไหม ซาติน ทาฟต้า และกำมะหยี่แทนการใช้ฝ้ายหรือขนสัตว์ทอแบบพื้นบ้านในยุคก่อนๆ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตะกร้าเศษผ้าในบ้านและตะกร้าผ้าของแม่บ้านยอดประหยัดซึ่งรังเกียจการทิ้งเศษผ้า แม้จะเป็นชิ้นเล็กจิ๋ว จึงเต็มไปด้วยเศษผ้าเหล่านี้

งาน Centennial Exposition 1876 ในฟิลาเดเฟีย เพนซิลเวเนีย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีแห่งการค้นพบสหรัฐอเมริกา และเป็นงานเวิร์ลดแฟร์ที่จัดขึ้นครั้งแรกในทวีปอเมริกาเหนือ ผู้ออกงานชาวญี่ปุ่นได้โชว์ผลงานที่ผสมผสานผ้าชั้นดีที่มีเนื้อผ้าต่างๆ กัน ตกแต่งด้วยการปักลวดลาย นักประวัติศาสตร์บางคนคิดไปว่า ช่วงเวลานั้นอาจจุดประกายให้ช่างควิลต์หลายคนหันมาทำงาน Crazy Patchwork ในเวลาต่อมา ผลงานส่วนใหญ่ที่ทำก็มักมีแพตเทิร์น Fan ในชิ้นงาน ซึ่งได้อิทธิพลจากงานแบบญี่ปุ่น ส่วนอื่นๆ ของงานเอ็กซ์โป จัดแสดงสินค้าเกี่ยวกับการตกแต่งบ้านเรือน ซึ่งทำขึ้นโดยนักปักผ้าที่ Royal School Needlework ในลอนดอน

Crazy Quilt เป็นงานที่มีอยู่ก่อนช่วงเวลานั้นแล้ว แต่บางทีงานเอ็กซ์โป อาจช่วยให้งานสไตล์นี้ได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าที่แรกเริ่มอยู่ในหมู่สตรีชั้นกลางและชั้นสูง ที่มีเวลามากพอจะอุทิศให้งานอดิเรก เช่น การปักผ้ามากกว่าคนในยุคอดีตหรือแม้กระทั่งสตรีที่ต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้มีชีวิตทัดเทียมกับสตรีเหล่านั้น

การตกแต่ง
งานควิลต์คุณภาพดีทำจากผ้าราคาแพง ซึ่งเกือบทั้งหมดมีน้ำหนักมาก เพราะตกแต่งด้วยเทคนิคการปัก ลูกปัด กระดุม ลูกไม้และริบบิ้น ลายปักจะหุ้มรอยตะเข็บที่ต่อผ้าเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ผลงานแข็งแรงทนทาน ฝีเข็มหรือลายปักที่ใช้ก็หลากหลาย ปักด้วยเส้นไหมหรือด้ายควั่นเกลียว จึงพบ Motif จำนวนมากบนชิ้นงาน Crazy Quilt ทั้งในบางจุดยังพบการทำแอพพลิเค ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ใช้วิธีปักลายลงไปบนผ้าโดยตรง

รูปทรงธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ ใบไม้และผลไม้ก็มีปรากฎให้เห็น  รวมถึงสัตว์นานาชนิด นกและคนก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน Crazy Quilt ส่วนมากมักมีรูปพัด นกฮูก เกือกม้า หรือใยแมงมุม และสิ่งอื่นๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี การทำงานโดยทั่วไปใช้วิธีเย็บติดบนผ้าฐาน (Foundation Fabric) เพื่อให้ชิ้นงานคงรูปและไม่หนักมากเมื่อใช้งาน ชิ้นงานรุ่นแรกๆ จำนวนมากที่เหลืออยู่มาจนทุกวันนี้จะเสียหายมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับส่วนนี้

Crazy Quilt จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มีเทคนิคการทำงานอะไรมากมาย ไม่มีผ้ารองหรือแม้กระทั่งการควิลต์ ผลงานจำนวนไม่น้อยไม่ได้ซัก เพราะทำจากผ้าที่ต้องดูแลเป็นพิเศษหรือผ้าที่ซักไม่ได้ ผลงานหลายชิ้นทำขึ้นเพื่อโชว์ เช่น ผ้าคลุมไหล่หรือผ้าคลุมตัก ผ้าคลุมโต๊ะหรือเปียโน หรือใช้ตกแต่งผ้าคลุมเตียง ที่ใช้คลุมเตียงจริงๆ ไม่ได้ใช้ห่มนอน ขอบชิ้นงานโดยมากตกแต่งด้วยลูกไม้ถักหรือเชือกบิดเกลียว Crazy Quilt เป็นงานเฉพาะกลุ่มที่สนใจ ผลงานจำนวนมากลงวันที่ ซึ่งเป็นวิธีที่ยังไม่แพร่หลายในหมู่ช่างควิลต์  แต่ในที่สุดก็ได้รับการยอมรับและเป็นกระแสในต่อมา การลงชื่อ อักษรย่อหรือสร้างตัวอักษรในงาน  Crazy Quilt จึงทำให้เรารู้ช่วงเวลาการทำงานที่ถูกต้องมากกว่างานแอนทีคควิลต์ในกลุ่มอื่นๆ

Transatlantic Division
ความแตกต่างที่น่าสนใจของงาน Crazy Quilt แบบอังกฤษและอเมริกา คือแบบอังกฤษมักใช้ผ้าสีพื้นต่อกันจนเป็นชิ้นงานขนาดใหญ่ แล้วจึงทำผ้าชิ้นหลังและหุ้มริมผ้าหลังจากที่ตกแต่งเสร็จแล้ว  ส่วนแบบอเมริกันจะทำเป็นบล็อกแล้วต่อกันเป็นผืนใหญ่ ตัวอย่างงานแบบอเมริกันจึงมี sashing คั่นแยกบล็อกแต่ละอันออกเป็นยูนิต มีชื่อเรียกว่า Contained Crazy quilt งานควิลต์แบบอเมริกันมักมีภาพตรงกลางชิ้นงาน ซึ่งอาจเป็นภาพบุคคลสำคัญหรือสัตว์เลี้ยงแสนรัก

งาน Crazy Quilt ทั้งสองฟากฝั่งแอตแลนติกส่วนใหญ่ทำจากผ้าขนสัตว์หรือฝ้าย โดยเวอร์ชั่นขนสัตว์มักมีชิ้นใหญ่ ชิ้นงานจำนวนมากทำจากผ้าที่เหลือจากการตัดชุดสูทหรือเสื้อโค้ทมากกว่าจะทำจากผ้าไหม และมีการตกแต่งด้วยเช่นกัน บางครั้งก็ปักด้วยด้ายเส้นใหญ่ๆ แต่บางครั้งก็ใช้ด้ายขนสัตว์เส้นหนาๆ ชิ้นงานที่ทำจากเศษผ้าฝ้ายเรียก Crumb Quilt ซึ่งแทบไม่ได้ตกแต่งใดๆ แต่จะควิลต์เพื่อยึดผ้าให้ติดกับชั้นแผ่นใย ผ้าชิ้นเล็กๆ จำนวนมากในงานควิลต์เหล่านี้ชี้ให้เห็นจุดเริ่มต้นของการใช้เศษผ้าอย่างแท้จริง และทำขึ้นเพื่อให้ความอบอุ่นและจากความจำเป็น

การทำ  Crazy Patchwork
แม้ Crazy Quilt จะมีรูปทรงของผ้าที่เป็นส่วนโค้งแบบแปลกๆ อยู่บ้าง แต่ก็ทำงานได้ง่ายถ้าริมผ้ามีลักษณะเกือบเป็นเส้นตรง เทคนิคการทำงานที่นิยมมักมีผ้าฐาน เพื่อให้เศษผ้าที่ต่อกันคงรูป ซึ่งอาจเป็นผ้าฝ้ายเนื้อเบา หรือ Fusible webbing ไปจนถึงแผ่นใยหรือผ้าขนแกะ ทำให้การทำงานง่ายมาก โดยเริ่มจากกลางผ้าฐานและต่อออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งคลุมผ้าฐานงานทั้งหมด ขนาดและรูปทรงผ้าที่ใช้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ทำ ซึ่งอาจแบ่งเศษผ้าเป็นกลุ่มตามสีหรือน้ำหนักสี เพื่อให้เกิดเอฟเฟคต่างๆ ที่ต้องการ

ถ้าใช้ Fusible webbing ซึ่งเป็นแผ่นใยกาวบางๆ ก็ต้องใช้เตารีดรีดแผ่นใยนี้ติดที่ผ้าด้านผิด ลอกกระดาษออกแล้วนำไปรีดติดกับผ้าฐานทีละชิ้นจนได้ขนาดที่ต้องการ วิธีนี้ทำให้ตกแต่งรอยต่อได้ง่ายและดูเรียบร้อย เพราะว่าผ้าที่ติดลงไปนั้นจะคงรูปอยู่ด้วยกาวที่อยู่บน Fusible webbing ช่วยในเรื่องการทำงานได้มากกว่าการตกแต่ง แต่ถ้าต้องการให้ปักตกแต่งได้ง่ายก็ต้องใช้ Fusible webbing แบบบาง แต่ต้องติดผ้าแต่ละชิ้นให้ชิดกันมากๆ เท่าที่จะทำได้ โดยริมผ้าต้องไม่ซ้อนกัน

Stitch and Flip
ถ้าใช้แผ่นใยเป็นฐานงาน ก็สามารถใช้เทคนิคการทำงานที่เรียกว่า Stitch and Flip ได้ คือวางเศษผ้าโดยหันด้านถูกขึ้นมาบนผ้าฐานงาน แล้วประกบด้านถูกของผ้าอีกชิ้นลงไป เย็บที่ด้านหนึ่งให้ผ้าติดกัน จากนั้นกางผ้าชิ้นที่ประกบลงไปออกมา แล้วต่อผ้าชิ้นต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเต็มผ้าฐานงาน  การต่อผ้าก็ไม่จำเป็นต้องต่อเป็นเส้นตรง ให้ต่อออกไปตามใจ รูปทรงผ้าก็ไม่ต้องเหมือนกัน

Advertisements