รูปทรงโค้ง แสดงถึงการเคลื่อนไหวและมีชีวิตชีวาที่ไม่สามารถจับคู่กับเส้นตรงได้ ท่ามกลางความสวยงามของการออกแบบรูปทรงโค้งในงานควิลต์มีความซับซ้อนและต้องใช้เทคนิคในการทำงานพอตัว ดังนั้นจึงมักพบรูปทรงโค้งในงานแอพพลิเคมากกว่างานแพตช์เวิร์ค แต่ก็มีแพตเทิร์นสำหรับต่อผ้าจำนวนมากให้ช่างควิลต์ที่รักการต่อผ้ามากกว่าได้ใช้งาน

แพตเทิร์นรูปโค้ง ไม่ใช่วงกลม แต่ต่อกันเป็นวงกลมได้
แพตเทิร์นโค้งประกอบขึ้นจากรูปทรงโค้งแบบเรียบง่ายสองรูป คือ รูปหนึ่งเว้า รูปหนึ่งโค้ง เมื่อต่อกันแล้วก็จะได้หนึ่งยูนิต โดยมากใช้วิธีเย็บด้วยมือจะดีกว่าการใช้จักร แต่ถ้าเราเย็บจักรช้า ๆ อย่างตั้งใจ และออกแบบส่วนโค้งไม่ให้โค้งมากเกินไปก็สามารถใช้จักรเย็บได้ การทำงานก็จะรวดเร็วขึ้น การใช้ English paper piecing ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ค่อนข้างใช้เวลา ทั้งวิธีทำงานก็อาจทำให้ริมผ้าลุ่ยและยืดมาก หากต้องใช้วิธีนี้ควรระวังให้มากๆ

แพตเทิร์น เช่น Double Wedding Ring  และ Fan and Plate มีแบบประยุกต์มากมายให้ช่างควิลต์ได้ใช้ประโยชน์จากเศษผ้าในตะกร้าสร้างชิ้นงานที่สวยงามได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อเลือกผ้าแบ็คกราวนด์ได้สอดคล้องกัน แพตเทิร์นอื่นๆ เช่น Drunkard’s path, Orange peel, Robbing Peter  to Pay Paul ก็ล้วนทำให้ดูดีได้ เมื่อจำกัดกลุ่มสีที่ใช้  (ไม่ใช้สีสะเปะสะปะ)

ภาพจาก pinterest

Double Wedding Ring
เป็นแพตเทิร์นที่รู้จักกันมากที่สุดแพตเทิร์นหนึ่ง ดีไซน์แรกออกแบบในราวทศวรรษที่ 1920  และได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงทศวรรษที่ 1930  เมื่อมีการตีพิมพ์เทมเพลทของแพตเทิร์น ลงในนิตยสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆ มากมาย ทั้งยังมีชุด kit แบบ precut ออกวางจำหน่าย แต่ไม่พบหลักฐานใดๆ ว่าเกี่ยวข้องกับงานแต่งงานในช่วงเริ่มอาณานิคม เพราะการทำผ้าควิลต์เพื่อมอบให้แก่กัน ผู้ทำมักเลือกแพตเทิร์นตามความพอใจ ในความจริงแพตเทิร์นนี้จึงน่าจะมาจากรูปทรงของแพตเทิร์นที่เป็นวงกลมคล้องกัน

แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า แพตเทิร์นนี้จะได้รับความนิยมในหมู่ช่างควิลต์  เพราะเป็นช่วงเวลาที่ช่างควิลต์ต่างอัตคัดขัดสนด้วยภาวะเศรษฐกิจขาลง (Great Depression) การใช้เศษผ้าที่มีมากมายจึงช่วยประหยัด และเป็นโอกาสให้สร้างสรรค์งานที่สวยงาม ทั้งแพตเทิร์นยังท้าทายความสามารถของช่างควิลต์ ไม่เว้นแม้แต่ชุมชนชาว Amish ซึ่งมีตัวอย่างงานที่ประกอบไปด้วยสีสันราวอัญมณีบนผ้าแบ็คกราวนด์สีน้ำเงินเข้มหรือดำ ตลอดจนการใช้ผ้าสีครีมหรือขาว

ตัวอย่างผ้าควิลต์เก่าลายพัด (c.1930) ภาพจาก Pinterest

Fan and Plates
ในยุควิคตรอเรียนรู้จักในชื่อ Fanny’s Fan แต่ก็มักเรียก Grandmother’s Fan คล้ายกับแพตเทิร์น Dresden Plate ซึ่งใช้แพตเทิร์นโค้งสองรูปทรง ประยุกต์เป็นแพตเทิร์นใหม่ๆ ได้มากมาย ทั้งได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงทศวรรษที่ 1920 -30  เช่นเดียวกับแพตเทิร์น Double Wedding Ring คือใช้เศษผ้าที่มีอยู่ ตัวอย่างผลงานที่ยังมีให้เห็นส่วนใหญ่ใช้ถุงผ้าที่ใช้ใส่น้ำตาลและข้าวสาลี ถุงอาหารไก่ ถุงเมล็ดพันธุ์ (บนถุงพิมพ์ฉลากผลิตภัณฑ์ติดไว้ เมื่อหลายปีที่แล้วมีบริษัทผ้าแห่งหนึ่ง นำฉลากมาดีไซน์เป็นผ้า เรียกกันว่า ผ้าถุงแป้ง ซึ่งนิยมกันมาก)

แพตเทิร์น Fan ปรากฎมากมายในหลายแพตเทิร์น ส่วนใหญ่อิงแพตเทิร์น Grandmother’s Fan เช่น Wagon Wheel ซึ่งใช้แพตเทิร์น Fan สี่อันต่อกันเป็นวงที่คาดด้วย Sashing รูปกากบาทเส้นเล็กๆ Snake in the Hollow ที่ใช้แพตเทิร์น Fan สองอันวางสลับด้านกัน ทำให้ดูเหมือนงูเลื้อยไปตามแนวทะแยง ถ้าต่อแพตเทิร์น Fan แบบชนมุมตรงกลางก็จะได้ส่วนของปีกผีเสื้อที่สวยงาม Dresden Plate ก็เป็นการต่อแพตเทิร์น fan สี่ชิ้นให้ตรงกลางต่อกันเป็นวงกลม

ขอบแพตเทิร์นทำได้หลายแบบ ทั้งตัดตรง โค้งมน หรือมุมแหลม ภาพจาก pinterest

ขอบแพตเทิร์น Fan and Plate ทั้งสองด้านสามารถต่อเป็นบล็อกได้หลายแบบ ตัดแบบเรียบๆ เมื่อต่อแต่ละชิ้นก็จะดูโค้ง ทำให้กลมมนหรือแหลม ผสมผสานหรือสลับด้านกัน เพื่อให้เกิดเอฟเฟคที่น่าสนใจ งานควิลต์แบบดั้งเดิมหลายชิ้น มีบอร์เดอร์เป็น Dresden Plate ซึ่งประยุกต์รูปแบบหลากหลาย ตั้งแต่ทำเป็นทรงถ้วยไอศกรีม (cone) ไปจนถึงต่อกันเป็นครึ่งวงกลม สีพื้นมักเป็นสีอ่อน เพื่อขับเน้นแพตเทิร์นให้โดดเด่น

ตัวอย่างแพตเทิร์น จาก Pinterest

Robbing Peter  to Pay Paul
แพตเทิร์นนี้มีโครงสร้างจากยูนิตที่เกิดจากการต่อผ้ารูปทรงง่ายๆ 2 แพตเทิร์นที่มีสีตัดกันมากๆ ซึ่งต่อกันแล้วจะดูเหมือนรูปสี่เหลี่ยมที่มีแต่ละด้านเว้าเข้าไป ตัวอย่างงานเก่าๆ มักใช้ผ้าแค่สองสีที่ตัดกันอย่างชัดเจน เช่น ขาว-แดง ซึ่งนิยมกันมาก เพราะให้ภาพแบบกราฟฟิก อีกคู่สีที่นิยมก็คือ ฟ้า–ขาว โดยเฉพาะในงานควิลต์แพตเทิร์นประยุกต์ชื่อ Drunkard’s path ซึ่งเป็นแพตเทิร์นในกลุ่มที่เรียกว่า Temperance Quilt เกิดขึ้นในราวปลายศตวรรษที่ 19 เป็นสังคมของการใช้สีฟ้า-ขาวที่ก่อตั้งโดย Women’s Christian Temperance Union เมื่อปีค.ศ. 1874 ในรัฐโอไฮโอ เพื่อหยุดยั้งการจำหน่ายแอลกอฮอล์ (ตัวอย่างแพตเทิร์นในกลุ่ม Temperance Quilt เช่น  Temperance T , Double T , capital T , Mixed T)

Drunkard’s path
วางบล็อกเป็นแถวในแนวทะแยง แพตเทิร์นรูปโค้งดูเหมือนทางเดินที่บิดเป็นเกลียว เป็นแพตเทิร์นที่ประยุกต์ไปได้มากมาย (variation) ในชุมชน Amish ที่ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ เรียกแพตเทิร์นนี้ว่า Old Maid’s Puzzle ถ้าต่อด้วยวิธีอื่น ใช้สีอื่นๆ ก็จะเรียกชื่อใหม่ เช่น Dove, Steeplechase, Falling Timber, Love Ring, Chain Link, fool’s Puzzle และ World  Without  End

แพตเทิร์นที่รู้จักกันในชื่อ Orange Peel บางครั้งก็เรียก Lafayette, Joseph’s coat และ Melon patch ก็เป็นแพตเทิร์นรูปโค้งอีกแบบหนึ่ง คือเป็นรูปวงรีวางทะแยงอยู่กลางยูนิตรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ถ้าจัดวางเป็นกลุ่มเรียกว่า Pincushion แพตเทิร์นรูปสี่เหลี่ยมที่มีโค้งตื้นที่ด้านทั้งสี่ รูปทรงคล้าย Cathedral Window ซึ่งสามารถใส่แพตเทิร์น Four Patch หรือ Nine Patch ลงไปพื้นที่ตรงกลางแพตเทิร์นได้

Clamshall
เป็นแพตเทิร์นรูปโค้งอีกแบบที่เกี่ยวข้องกับแพตเทิร์น Apple core เป็นดีไซน์ที่จัดว่าต่อผ้ายากมากที่สุด เป็นแพตเทิร์นเก่าแก่ที่มีรูปทรงค่อนข้างกลม ให้ความรู้สึกที่ดูงดงาม คลาสสิคตลอดกาล รูปทรงโค้งส่วนที่ลึกลงไปอาจทำให้การประกอบดูซับซ้อน ช่างควิลต์ส่วนใหญ่จึงมักใช้เทคนิค English paper piecing

Clamshell เป็นแพตเทิร์นรูปโค้งครึ่งวงกลม มีก้านที่เว้าพอดีกับโค้งของแพตเทิร์นด้านบน เมื่อวางแพตเทิร์นรวมกันก็จะได้ภาพวงกลมซ้อนกัน บางคนก็บอกว่าคล้ายลอนคลื่น ส่วน Apple Core มีรูปทรงเว้า คล้ายรอยที่เรากัดลูกแอ๊ปเปิ้ล เวลาทำแพตเทิร์นจะสร้างรอยเว้าที่ด้านข้างให้เท่ากับส่วนโค้งที่อยู่ด้านบน  แพตเทิร์นทั้งสองแบบนี้มีแบบประยุกต์มากมาย แต่ต้องแม่นยำในเรื่องการตัดและต่อผ้า

แพตเทิร์นรูปทรงโค้งอื่นๆ
ยังมีแพตเทิร์นโค้งในดีไซน์อื่นๆ อีกจำนวนมาก ซึ่งก็รวมถึงกลุ่มของแพตเทิร์นที่เรียกว่า Knot  และแพตเทิร์นกลุ่มเข็มทิศ (Compass Shape)

การทำบล็อกรูปโค้ง
ความประณีตเป็นเรื่องจำเป็นมาก เริ่มตั้งแต่การทำจุดต่อแพตเทิร์น (บนเส้นโค้ง) การตัดผ้าและกระดาษทำแบบ (ถ้าใช้) การใช้ปากกาหรือดินสอทำเครื่องหมายต้องระวัง เพราะอาจทำให้ผ้าย้วยได้ เวลาที่ใช้กรรไกรตัดผ้าก็ต้องถือกรรไกรให้มั่นคง ค่อยๆ เคลื่อนกรรไกรตัดผ้าตามรูปทรงที่โค้งอย่างระมัดระวัง สำหรับผู้ที่ใช้โรตารีคัตเตอร์สามารถใช้เทมเพลตที่มีขายทั่วไปได้ แต่ควรใช้ใบคัตเตอร์ขนาดเล็ก

การเผื่อตะเข็บที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งเมื่อเย็บด้วยมือและจักร ให้ขริบผ้าหรือทำ notch ที่จุดกึ่งกลางของแพตเทิร์น และเป็นระยะบนเส้นตะเข็บ เวลาเย็บก็จับคู่ตำแหน่งที่ทำไว้  รูปทรงโค้งมีทั้งส่วนนูน (อยู่ด้านนอก)  กับส่วนเว้า (อยู่ด้านใน) ซึ่งต้องเผื่อตะเข็บให้ดี โดยมากจะเผื่อตะเข็บส่วนที่นูนแคบหรือเล็กกว่าด้านที่เป็นส่วนเว้า

การต่อแพตเทิร์นที่เป็นส่วนนูนกับส่วนเว้าเข้าด้วยกัน ก็จะจับคู่เครื่องหมายที่อยู่กึ่งกลางแพตเทิร์นก่อน จากนั้นก็จับเครื่องหมายอื่นๆ ที่อยู่บนเส้นตะเข็บนั้นให้ตรงกัน ใช้เข็มหมุดตรึงไว้ทุกจุด อาจขริบตะเข็บตื้นๆ ที่ริมผ้าด้านเว้า เพื่อให้ผ้ายืดหยุ่นได้  แต่ไม่ควรขริบใกล้กับเส้นตะเข็บ ความกว้างรอยขริบก็ให้ดูว่า รอยนั้นทำให้ผ้าทั้งสองชิ้นเข้ารูปทรง ถ้าเย็บมือให้ด้นตะลุยด้วยฝีเข็มถี่ๆ หรือด้นถอยหลังฝีเข็มเล็กๆ และต้องเย็บติดถ้าทั้งสองชั้น อย่าลืมมัดปมเมื่อเย็บเสร็จ ถ้าเย็บจักร อาจต้องใช้เข็มหมุดมากหน่อย เพื่อให้เส้นตะเข็บของผ้าทั้งสองชิ้นเสมอกัน และแบนราบ ผ้าที่อยู่ด้านล่างจะได้ไม่ย่น ล้มตะเข็บไปทางด้านเว้า วิธีนี้คุณจึงไม่จำเป็นต้องขริบตะเข็บที่ด้านนูนเพื่อให้ผ้าเรียบ

Advertisements