“โมเสก” มีให้เห็นในแทบจะทุกวัฒนธรรม ตามโบราณสถานรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จากยุโรปและแอฟริกาถึงตะวันออกกลาง เป็นพื้น บาทวิถี ผนังและเพดาน การค้นพบที่ปอมเปอีในราวกลางศตวรรษที่ 18 พบว่าเถ้าภูเขาไฟได้ช่วยรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองไว้ไม่ให้เสียหายจากการระเบิดของภูเขาไฟเวสุเวียส เมื่อค.ศ. 79

ชาวกรีกโบราณรู้จักการทำโมเสกมาตั้งแต่ก่อนพระคริสต์สมภพและส่งต่อเทคนิคการทำงานสู่ชาวโรมัน ซึ่งได้สานต่อจนเป็นที่เลื่องลือ โมเสกของโรมันแพร่หลายไปสู่พื้นที่ต่างๆ ในจักรวรรดิโรมันและรุ่งเรืองมากในจักรวรรดิไบเซนไทน์

ในวัฒนธรรมอิสลามนิยมใช้โมเสกประดับประดาตามสุเหร่า มัสยิด และอาคารต่างๆ อารยธรรมมายันและแอซเทคเองก็ผลิตโมเสกที่สวยงามมาก

ตัวอย่างจากวัฒนธรรมเหล่านี้ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบันมากมายและประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ เช่น เป็นกระเบื้องปูพื้น บุผนัง ของใช้บนโต๊ะอาหาร หรือแม้กระทั่งเป็นแพตเทิร์นในงานเย็บปักถักร้อย

เส้นทางการค้าโบราณรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จึงเป็นแหล่งที่รุ่มรวยไปด้วยโมเสกและการแลกเปลี่ยนความคิดในการสร้างสรรค์งานโมเสกจากภูมิภาคต่างๆ ที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น เวนิซ ซึ่งมีรูปแบบของโมเสกแตกต่างจากบริเวณอื่นๆ ในคาบสมุทรอิตาลี อย่าง ฟลอเรนซ์ เนเปิล และปอมเปอี แต่แพตเทิร์นก็มักจะใกล้เคียงหรือเกี่ยวเนื่องกัน

งานโมเสกในวัฒนธรรมมุสลิมที่เผยแพร่สู่โลกอาระบิก ก็มีลักษณะที่แตกต่างออกไปเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องการใช้สีสันสดใสแบบทรอปิคอลและสีทองลวดลายแบบอาระบิกมักมีลักษณะนามธรรม (Abstract) ซึ่งเป็นข้อจำกัดของอิสลามที่ต่อต้านการทำรูปเคารพ

ความหลากหลายจึงพบได้ในภูมิภาคที่แตกต่างกัน แต่ยังคงเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน

โมเสก
หมายถึง การใช้วัสดุชิ้นเล็กๆ เรียงต่อกันเป็นภาพหรือลวดลายประดับ รูปทรงที่ใช้ทั้งหมดเป็นรูปทรงเรขาคณิตต่างๆ เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด หกเหลี่ยม และแปดเหลี่ยม ที่นำมาผสมผสานกันจนเกิดเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ทิวทัศน์ หรือภาพสัญลักษณ์ที่ล้อมด้วยขอบรูปเรขาคณิตลักษณะเหมือน medallion quilt หรือการซ้ำรูปทรงเดิมๆ แต่เล่นสีสันอ่อน-แก่ เพื่อให้เกิดสัมผัสต่างๆ

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายมากสำหรับช่างควิลต์ ที่จะถ่ายทอดโมเสกซึ่งผลิตจากแก้วหรือหินแข็งมาสู่การทำงานบนผืนผ้าที่อ่อนนุ่ม

การออกแบบชิ้นงานควิลต์ส่วนใหญ่จึงใช้รูปทรงเดียวและอาศัยการจัดวางสีให้สมดุลกัน สามารถนำรูปทรงสามเหลี่ยม ทั้งสามเหลี่ยมมุมฉากและสามเหลี่ยมด้านเท่ามาต่อเป็นแถวหรือแพตเทิร์นที่สวยงามได้

ลายที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันดี เช่น 1000 Pyramids และ Birds in the Air การจัดสี่เหลี่ยมไว้ตรงกลาง และค่อยๆ ต่อออกมา โดยจัดโทนสีให้มีลักษณะเหมือนวงแหวนรูปข้าวหลามตัดซ้อนกัน เรียกว่า Sunshine and shadow หรือ Trip around the world หรือ Boston Commons การต่อสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสามชิ้นในโทนสีอ่อน -กลาง –เข้มเข้าด้วยกัน เรียกว่า Tumbling Blocks หรือ Baby Block หรือการต่อสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน 9 ชิ้นเข้าด้วยกัน เช่น Inner City ทำให้ได้ลายสามมิติและน่าสนใจ ส่วนรูปทรงห้าเหลี่ยม (Pentagon) จะใช้กันในบางโอกาสเท่านั้น เพราะต้องเพิ่มรูปสามเหลี่ยมเข้าไประหว่างรูปห้าเหลี่ยม เพื่อให้ลายดูสมบูรณ์ขึ้น

หกเหลี่ยม (Hexagon)
หกเหลี่ยมเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ดีอันหนึ่ง เพราะรูปทรงขนาดเดียวกันสามารถต่อเข้าด้วยกันเป็นผืนได้สมบูรณ์ ทั้งยังต่อกับรูปทรงอื่นๆ เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนหรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสให้เป็นลวดลายต่างๆ ที่สวยงามได้ ด้วยความพิเศษนี้จึงได้รับความนิยมเช่นเดียวกับแพตเทิร์นงานควิลต์อื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเทคนิค speed cutting และ piecing  เข้ามามีบทบาท

ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน หกเหลี่ยมเป็นดีไซน์ที่ช่างควิลต์ส่วนมากเย็บด้วยมือ แต่ก็มีวิธีมากมายที่จะใช้จักรต่อรูปทรงหกเหลี่ยมเข้าด้วยกัน แต่โดยทั่วไปตัดผ้าและเย็บด้วยมือมากกว่า รูปทรงหกเหลี่ยมน่าจะเริ่มทำกัน อย่างน้อยๆ ก็ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ตัวอย่างจำนวนมากที่หลงเหลืออยู่ ใช้ผ้าไหม ผ้าฝ้ายเนื้อดี มีหลายชิ้นที่เป็น Medallion Quilt ทำกันในแถบชายฝั่งแอตแลนติก และมีทั้งที่ทำเป็นบอร์เดอร์ด้วย

Grandmother’s Flower Garden
ไม่ต้องสงสัยว่า งานควิลต์รูปหกเหลี่ยมที่รู้จักกันมากที่สุดดีก็คือ Grandmother’s Flower Garden หรือที่เรียกกันว่า French Bouquet หรือ Flower in the field ชื่อในภาษาเวลส์โบราณ

อาณานิคมอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1835 เรียกลายนี้ว่า Honeycomb เป็นลายยอดนิยมที่ตีพิมพ์ใน Godey’s lady’s book ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ นิตยสารสตรีชื่อดังที่มีเนื้อหาว่าด้วยแฟชั่น งานเย็บปักถักร้อย และการตกแต่งบ้าน ผู้เชี่ยวชาญบางรายเชื่อว่า ผู้หญิงเกือบทุกคนในยุคต้นศตวรรษที่ 19 ต้องทำงานควิลต์ด้วยรูปหกเหลี่ยมอย่างน้อยหนึ่งผืน และในจำนวนมากมายนั้นก็ตกทอดมาถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันช่างควิลต์หลายคนก็ยังมีงานควิลต์รูปหกเหลี่ยมที่ยังต่อไม่เสร็จเก็บไว้ในตู้และหวังว่าสักวันหนึ่งจะต่อจนสำเร็จ

เงื่อนไขของการออกแบบงานควิลต์รูปทรงหกเหลี่ยมคือ ไม่มีจุดจบ ต่อออกไปได้เรื่อยๆ Grandmother’s Flower Garden ส่วนใหญ่มีรูปทรงหกเหลี่ยมที่ทำจากผ้าลายดอกกุหลาบอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยวงแหวนหกเหลี่ยมมากกว่า 2 ชั้น บางครั้งก็คั่นด้วยแถวของผ้าสีพื้น

รูปทรงหกเหลี่ยมทำเป็นลวดลายได้หลากหลาย นำไปต่อเป็นวงแบบลาย Trip around the world ต่อเป็นแถวยาว ลายคลื่น หรือดัดแปลงให้ดูคล้ายรูปทรงข้าวหลามตัด ลายดาวหกแฉกที่ถูกล้อมรอบด้วยรูปทรงข้าวหลามตัดที่สีต่างกัน เพื่อให้ได้รูปทรงหกเหลี่ยมที่ซับซ้อน ทั้งสามารถใช้ร่วมกันแพตเทิร์นอื่นๆ ที่มีดีไซน์แบบหกด้านเหมือนกัน

English Paper piecing
งานแพตช์เวิร์คลายโมเสกส่วนใหญ่ มักใช้วิธีทำแบบดั้งเดิมที่เรารู้จักกันดีก็คือ English Paper piecing (ในบริเตนเรียก piecing over paper) เทคนิคนี้เกี่ยวข้องกับการตัดกระดาษเนื้อหนาเป็นรูปทรงและขนาดที่ต้องการ และตัดผ้าตามรูปทรงนั้นแต่ให้ใหญ่กว่า มีประโยชน์มากโดยเฉพาะแพตเทิร์นที่มีรูปทรงสามเหลี่ยม ซึ่งมีเกรนผ้าสองด้านอยู่ในแนวเฉียง วิธีนี้ทำให้ผ้าไม่ยืด เมื่อเย็บด้วย Whip Stitch (ตะเข็บเย็บหุ้ม)

วิธีนี้ดูเหมือนจะใช้เวลานานเมื่อเทียบกับปัจจุบันที่มีโรตารีคัตเตอร์ และการเย็บต่อเนื่อง (Chain-piecing) แต่งานที่ได้จะมีรูปทรงที่เที่ยงตรงแน่นอนกว่า จนยากที่จะเลียนแบบได้ แถมยังสามารถทำงานกับผ้าที่เย็บยากหรือมีเนื้อละเอียดอ่อน เมื่อเย็บทุกชิ้นต่อกันเรียบร้อยแล้วก็นำกระดาษออก ชิ้นงานหรือ top ก็เสร็จสมบูรณ์

English Paper piecing ใช้กันมาหลายร้อยปี มีงานจำนวนหนึ่งที่ยังมีกระดาษที่ใช้ทำติดอยู่ที่ผ้า Top ทำให้เรารู้ว่าช่างควิลต์ในอดีตนั้นใช้กระดาษที่หาได้ใกล้ๆ มือ เช่น จดหมาย หนังสือพิมพ์ นิตยสารและแคตตาล็อก ซึ่งช่วยให้เราได้รู้ช่วงเวลาที่ทำงานชิ้นนั้นๆ

เทคนิคการทำ English Paper piecing 

Advertisements