แม๊กกี้ กอร์ดอน กล่าวไว้ในหนังสือที่เธอเขียนว่า งานควิลต์ ประกอบด้วย เทคนิคการทำงาน 3 อย่าง คือ แพตช์เวิร์ค แอพลิเคและควิลต์ แต่คนทั่วไปมักเข้าใจว่า ควิลต์ก็คือ การเย็บผ้าชิ้นเล็กๆ ต่อกัน

จริงๆ แล้วการต่อผ้าเข้าด้วยกัน เรียกว่า แพตช์เวิร์ค ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานควิลต์ เพราะในชิ้นงานรุ่นโบราณหลายชิ้นก็ยังใช้เทคนิคแอพลิเคและอื่นๆ  ส่วนการควิลต์ก็คือ การเย็บผ้าสามชั้นที่ซ้อนกันอยู่ให้ติดกัน ซึ่งชั้นผ้าอาจทำด้วยเทคนิคการต่อผ้าหรือแอพลิเค หรือเย็บควิลต์ไปบนผืนผ้าเรียบๆ ก็ได้ แต่สำหรับชาวยุโรปและอเมริกัน เมื่อพูดถึงงานควิลต์ก็มักนึกถึงผ้าคลุมเตียงที่ให้ความอบอุ่น อ่อนนุ่ม ตัดเย็บจากผ้าหลากสีที่เย็บต่อกันเป็นลวดลายต่างๆ

ดังนั้น   ควิลต์ จึงหมายถึง การนำผ้าชิ้นบนหรือท๊อป (Top) ซึ่งมีวิธีทำได้หลายแบบ เช่น แพตเวิร์ค แอพพลิเค มาซ้อนกับแผ่นใยฝ้ายหรือแผ่นใยสังเคราะห์และผ้าชิ้นหลัง เนาทั้งสามชั้นติดกัน แล้วเย็บด้นตะลุย ซึ่งบางคนเรียกว่า ปัก หรือเรียกทับศัพท์ว่า ควิลต์ ให้ผ้าทั้งสามชั้นติดกัน หรือใช้จักรเย็บก็ได้

ที่มาของงานควิลต์

แม็กกี้ กอร์ดอนกล่าวไว้ว่า ความหมายของควิลต์โดยทั่วไป ก็คือ สิ่งทอที่ทำจากผ้าสองชั้นคือ ผ้าชิ้นบนและผ้าชิ้นหลัง ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ ปูโต๊ะ เปลเด็ก แขวนผนัง ในยุคกลางได้เพิ่มชั้นของฉนวนหรือเบาะ (Padding) ระหว่างผ้าสองชั้น เพื่อให้เกิดความอบอุ่น พบได้ในหลายวัฒนธรรมและหลายรูปแบบแตกต่างกัน ดังเช่นที่ค้นพบหลักฐานเป็นผ้าแพตช์เวิร์คในสุสานของชาวอียิปต์โบราณและจีน มีอายุนับย้อนไปได้ประมาณ 5000 ปี ต่อมาจึงค้นพบชิ้นส่วนของผ้าควิลต์ที่บุเสื้อเกราะของนักรบในสมัยกลาง (Middle age) ลักษณะเดียวกับที่พบในเสื้อเกราะของนักรบญี่ปุ่น

งานควิลต์เริ่มแพร่หลายทั่วไปราวศตวรรษที่ 11-12 ในหมู่ของชาวยุโรปที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็น จากผ้าห่มเก่าๆ ที่นำมาซ้อนกันหลายๆ ชั้น เย็บเป็นถุงแล้วใส่เส้นใยฝ้ายหรือขนสัตว์ที่สางแล้วไว้ภายในและเย็บตรึงไม่ให้วัสดุเลื่อนไหลไปกองรวมกันที่มุมใดมุมหนึ่งของผ้า ก็พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ มีการสร้างสรรค์แพตเทิร์น ลวดลายและการประดับประดาต่างๆ จนปัจจุบันถือเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง

งานควิลต์ ในแถบเอเชียแพร่หลายในเขตภาคพื้นทวีป เช่น อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ และบางส่วนของประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ลาว เวียดนาม (ชาวเขาเผ่าม้ง) ในบริเวณที่มีอากาศไม่หนาวมากก็มักใช้ปูนอน ทำม่านบังตาและกันแมลงที่ประตู ในญี่ปุ่นก็มีงานที่เรียกว่า ซาชิโกะ  ซึ่งเป็นผ้าซ้อนกันหลายชั้นแล้วปักลาย นอกจากนี้ก็ยังพบในแถบที่ห่างไกลอื่นๆ เช่น เกาะต่างๆ ซึ่งมีส่วนที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลมากๆ ก็มีงานควิลต์ปรากฏอยู่ เช่น ชนเผ่าคูนา ซึ่งอาศัยอยู่ตามชายฝั่งแอตแลนติกในประเทศปานามา ที่ทำผ้าสีสันสดใสด้วยเทคนิครีเวอร์สแอพลิเค นอกจากนี้ก็ยังมีงานควิลต์ของชาวเกาะฮาวาย เป็นต้น

สำหรับงานควิลต์ที่พบทั่วไปในอเมริกาเหนือ ถือเป็นมรดกตกทอดจากบรรดาผู้อพยพชาวยุโรปที่มาตั้งถิ่นฐานในแผ่นดินใหม่ (new world) และกลายเป็นธรรมเนียมสำคัญของสังคมอเมริกันในยุคต่อมา งานควิลต์สมัยนั้นเกิดขึ้นและเจริญรุ่งเรืองก็เพราะความจำเป็น ผู้คนที่ไปเผชิญโชคในแผ่นดินใหม่นี้ต้องทนต่อความทุกข์ยาก ขาดแคลนและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากมาย ดังที่สะท้อนผ่านวรรณกรรมคลาสสิคอย่าง A little house on the Prairie และอื่นๆ มากมาย การคิดหาวิธีเพื่อให้ชีวิตอยู่รอดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อย่างการใช้ผ้าก็ต้องให้ได้ประโยชน์มากที่สุด จึงเก็บเศษเสื้อผ้าเก่าๆ ของคนในบ้านมารวบรวมไว้แล้วนำมาตัดและเย็บต่อกัน เรียกว่า บล็อก (Block) ซึ่งแต่ละบล็อกก็จะออกแบบเพื่อให้ใช้ผ้าได้คุ้มค่าที่สุด ตกแต่งแต่พอควร ทำเป็นผ้าห่มสำหรับเด็กแรกเกิด (Crib Quilt) เพื่อใช้ในฤดูหนาว ซึ่งต่อมาก็ทำให้สวยงามเพื่อใช้เป็นของขวัญสำหรับเด็กแรกเกิด (Welcome)

การทำงานควิลต์แต่เดิมทำกันในครอบครัว ผู้ทำก็เป็นสมาชิกฝ่ายหญิง ต่อมาจึงรวมกลุ่มกันในชุมชน เรียกว่า quilting bee ใช้กรอบเฟรมหรือสะดึงขึงผ้าแล้วควิลต์ เพื่อให้ได้ฝีเข็มที่สวยงาม มีคุณภาพ (ติดแน่นทั้งสามชั้น) ผลงานจึงมีทั้งแบบทำคนเดียวและทำเป็นกลุ่ม ซึ่งมักเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีกิจกรรมสำคัญๆ เช่น การรณรงค์หาทุนเพื่อใช้ในกิจการของโบสถ์หรืองานแต่งงาน โดยเฉพาะในงานแต่งงาน เจ้าสาวหรือคนในครอบครัวจะลงมือทำเตรียมไว้ เพื่อให้เจ้าสาวนำไปใช้ตกแต่งบ้านของตัวเอง ในระหว่างที่ทำเจ้าสาวก็จะได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตจากแม่ ยาย ย่าหรือสมาชิกคนอื่นๆ ที่มาร่วมทำด้วย ซึ่งธรรมเนียมนี้ก็ยังคงมีอยู่ ในราวปีค.ศ. 1930 ก็เกิดลายที่ชื่อว่า Wedding ring ซึ่งเป็นลายวงแหวนคล้องกัน เป็นลายปักควิลต์บนผ้าสีขาวที่ละเอียดละออ บางครั้งก็ตกแต่งแบบทราปุนโต กล่าวกันว่า ถ้ามีโมทีฟลายหัวใจด้วย จะถือว่าไม่ดี (Bad work) ดังนั้นจึงนิยมทำเป็นลายทิวลิปมากกว่า

นอกจากนี้ งานควิลต์ก็ยังเป็นของขวัญมอบให้กันในวันสำคัญอื่นๆ เช่น การจบการศึกษา การแยกจากครอบครัว (Farewell gift) โดยปักชื่อของผู้ทำหรือสมาชิกไว้บนผ้า บางครั้งก็ทำเพื่อประมูลหารายได้ให้กับโบสถ์หรือชุมชน ในปัจจุบันมีการทำแล้วมอบให้ทหารผ่านศึกที่ได้รับบาดเจ็บจากสงครามอิรัค อัฟกานิสถาน เพื่อแสดงการคารวะต่อความกล้าหาญและเสียสละ ???

เทคนิคการทำงาน ดังที่กล่าวไปแล้วว่า งานควิลต์ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ

แพตช์เวิร์ค การต่อผ้าชิ้นเล็กๆ เข้าด้วยกันเป็นผืนใหญ่ ส่วนใหญ่ใช้ผ้าที่มีรูปทรงซ้ำๆ กัน ต่างสีต่างลาย ต่อกันเป็นลวดลาย โดยมากตัดเป็นรูปทรงเรขาคณิตเพื่อให้ต่อกันได้ง่าย โครงสร้างของงานแพตช์เวิร์คประกอบด้วย 3 อย่างคือ

บล็อก หรือพื้นที่สี่เหลี่ยม ในการทำงานก็จะต้องต่อผ้าชิ้นเล็กๆ เป็นลวดลายต่างๆ ในขนาดพื้นที่สี่เหลี่ยมนั้น มีการใช้สีเข้ม-อ่อน สีตรงข้าม เพื่อให้เห็นลวดลายได้ชัดเจนและสวยงาม บางครั้งก็เรียก โมทีฟ (motif)

Overall หรือภาพรวมของงานเมื่อเป็นชิ้นงานขนาดใหญ่ เป็นการต่อบล็อกต่างๆ เข้าด้วยกันให้เป็นผืนใหญ่ ซึ่งต้องดูเรื่ององค์ประกอบ การจัดลวดลายให้สวยงาม แม้จะทำบล็อกลายซ้ำๆ กัน แต่การใช้สี การจัดวางที่ต่างกัน ก็ทำให้ภาพรวมออกมาสวยงามได้

แถบผ้า (Stripe piecing) หรือการตัดผ้าไปตามความยาว เป็นวิธีทำงานที่รวดเร็ว ส่วนใหญ่ใช้ใบมีดตัดผ้าเป็นแถบยาว นิยมทำเป็นกรอบลายและบอร์เดอร์ หรือการทำแพตเวิร์คบางลวดลาย เช่น เซมิโนลแพตช์เวิร์ค

รูปแบบของงานแพตช์เวิร์คที่สำคัญ เช่น

Cathedral window (Folded quilt)

Scrap piecing

Foundation piecing

English paper piecing

Seminole Patchwork

Hawaiian Piecework (แต่เดิมเป็นงานแอพพลิเค)

Stained glass window Patchwork

แอพลิเค Applique เป็นการเย็บปะผ้าไปบนผ้าอีกชิ้น แต่เดิมก็เพื่อปกปิดรอยขาด ต่อมาพัฒนามาตัดผ้าเป็นลวดลายต่างๆ แล้วปะลงไป การปะจะพับริมผ้าซ่อนไว้ด้านในแล้วสอยซ่อนด้าย หรือเย็บฝีเข็มเล็กๆ บนผ้าชิ้นบน ต่อมาก็พัฒนาการทำไปมากมาย เช่น การเตรียมผ้าแอพลิเคด้วยการติดผ้ากาวไว้ด้านหลัง เพื่อป้องกันผ้าลุ่ยหรือตัดกระดาษเป็นแม่แบบ เพื่อช่วยให้ผ้ามีรูปทรงอย่างที่ต้องการ พอทำงานเสร็จก็เจาะเอากระดาษออก งานแอพพลิเคที่มีรูปทรงพิเศษ หรือ Broderie perse ซึ่งใช้วิธีตัดลายที่พิมพ์บนผ้ามาทำแอพพลิเค บางครั้งก็จัดองค์ประกอบใหม่ เพื่อให้ดูสวยงาม คล้ายการทำเดคูพาจ

แอพพลิเคแบบย้อนกลับ หรือ Reverse Applique เป็นเทคนิคที่มีวิธีทำกลับกันกับการทำแอพพลิเค โดยจะปะผ้าไว้ที่ด้านใน แล้วเจาะผ้าฐานงาน (ผ้าแบ็กกราวนด์) เป็นลวดลาย พับริมผ้าฐานงานนั้นและสอยติดกับผ้าที่ปะไว้ด้านใน งานแบบนี้จะทำให้ภาพต่างจากงานแอพพลิเค คือมีมิติลึกลงไป

การจำแนกงานควิลต์          ที่มา: wikipedia

Embellishment

English paper piecing

Foundation piecing

 

 

Other terms

Autograph quilt : Friendship Quilt/Sampler quilt

Quilting style

USA

Amish

Baltimore Quilt

Crazy quilt

Hawaiian Quilt

Native American Star quilt

Seminole

 

European Quilt

British = Durham Quilt

Italian =Tristan Quilt,Sicilian Quilt

Provencal = boutis

 

Other

Mola (Panama+Columbia)

China ….

Sashiko (Japan)

Kantha (Bangladeshi)

Tivoaevae cook Island

Ralli Zpakistan-India)

Khayamiya (Egytian)

Advertisements